เทศน์เช้า

กฐินวัดป่าสันติพุทธาราม

๕ พ.ย. ๒๕๕๙

 

เทศน์เช้า วันที่ ๕ พฤศจิกายน ๒๕๕๙
พระอาจารย์สงบ มนสฺสนฺโต

ณ วัดป่าสันติพุทธาราม (วัดป่าเขาแดงใหญ่) ต.หนองกวาง อ.โพธาราม จ.ราชบุรี

 

เอานะตั้งใจฟังธรรมะนะ เราจะฟังธรรมฟังธรรมกัน เราไปวัดไปวาก็เพื่อสัจธรรม ดูในหลวงของเราสิ ท่านทำให้เห็นสัจธรรมสัจธรรม ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่วไงทำดีต้องได้ดี แต่การทำดีนะ กว่าจะทำดีได้เป็นการยืนยันสัจธรรมนะ แต่การยืนยันสัจธรรมนั้นต้องใช้ชีวิตทั้งชีวิตพิสูจน์นะ กว่าจะพิสูจน์กันได้

เราไปวัดไปวา เราเชื่อในพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์เราเป็นชาวพุทธเราเชื่อในพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์แก้วสารพัดนึกของเราไง เราเชื่อในสัจธรรมขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าบอกทำดีต้องได้ดี ทำชั่วต้องได้ชั่ว

คนทำชั่วต้องได้ชั่ว แต่ทางโลก เห็นไหม ทำดีได้ดีมีที่ไหน ทำชั่วได้ดีมีถมไป เราก็เห็นๆ กัน เราก็รู้ๆ กันอยู่ คนมันเลวทรามทำไมมันมีชื่อเสียงมีเกียรติศัพท์เกียรติคุณ นั่นน่ะแล้วมันก็ไปขัดแย้งกับธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าบอกทำดีได้ดี แล้วนี่บอกทำดีได้ดีมีที่ไหน ทำชั่วได้ดีมีถมไปเขาว่ากันไปนะ

แต่นี่เป็นการยืนยันสัจธรรมนะ ทำดีต้องได้ดี ทำชั่วต้องได้ชั่ว แต่การทำคุณงามความดีนั้นแสนยาก ดูสิ เหรียญมีสองด้าน คนเราเกิดมามันมีคนปรารถนาดี คือเรามีจิตใต้สำนึกที่ใฝ่ดีอยู่ แต่มันก็มีกิเลส เหรียญมีสองด้านๆทำความดี องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านทวนกระแสมานะเวลาองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านย้อนอดีตของท่านเป็นพระโพธิสัตว์ บุพเพนิวาสานุสติญาณไม่มีต้นไม่มีปลาย ท่านย้อนอดีตชาติท่านไปท่านสร้างสมมาขนาดนั้น ท่านสร้างสมมาขนาดนั้น

เวลาเป็นชาติสุดท้ายมาเกิดเป็นเจ้าชายสิทธัตถะ “เราจะเกิดชาตินี้เป็นชาติสุดท้าย” เกิดที่สวนลุมฯนั่นน่ะ “เราจะเกิดชาตินี้เป็นชาติสุดท้าย เกิดชาตินี้เป็นชาติสุดท้าย” ท่านเพิ่งเกิด ท่านยังไม่เป็นพระพุทธเจ้าแต่เพราะอำนาจวาสนาบารมีของคนๆ “เราจะเกิดชาตินี้เป็นชาติสุดท้าย”

แล้วถึงเวลาแล้วพระเจ้าสุทโธทนะก็ธรรมชาติของพ่อพ่อก็อยากให้เป็นจักรพรรดิพยายามสร้างสมให้อยู่ทางโลกท่านเองท่านก็ต้องพยายามรักษาอุดมการณ์ของท่าน ท่านก็ต้องพยายามรักษาความปรารถนาของท่าน จะออกบวชๆไปเห็น เวลามันไปกระตุ้น เห็นคนเกิด คนแก่ คนเจ็บ คนตาย แล้วเห็นสมณะ อ๋อ! สมณะนี้เป็นทางรอดพ้นจากการเกิด แก่ เจ็บ ตายออกมาประพฤติปฏิบัติอยู่ ๖ ปี นี่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเวลาท่านขวนขวายของท่านนะ แล้วยืนยันๆ ยืนยันในสัจธรรมอันนี้แล้วยืนยันในสัจธรรมอันนี้

ดูสิ ในชีวิตของในหลวงท่านทำของท่าน นี่ไง ทำดีต้องได้ดี ยืนยันๆ ตลอด ทำดีต้องได้ดี แต่ทำความดี ความดีเราต้องทวนกระแสๆ คำว่า“ทวนกระแส” ก็ทวนการเรียกร้องในใจของเรานี่ไง จิตใจเราทำไมต้องลำบากขนาดนี้ ทำไมเราต้องมาทุกข์ยากอย่างนี้ ทำไมเราต้องมาลำบากลำบนอย่างนี้ นี่เวลามันเหนี่ยวรั้งในใจ ความจริงเหนี่ยวรั้งในใจ กิเลสมันก็เหนี่ยวรั้งในใจอยู่แล้ว เราทวนกระแสๆ มันต้องทวนกระแสจากความคิดเราก่อนอุดมการณ์อุดมคติมันต้องทวนกระแสอันนี้ให้ได้ไง พอทวนกระแสแล้วไปทำข้างนอก ไปทำเพื่อคุณงามความดีๆ

ในหลวงท่านทำนี่นะ มันมหัศจรรย์นะมหัศจรรย์ ดูสิโลกทั้งโลกต้องก้มหัวให้องค์การสหประชาชาติต้องออกแถลงการณ์ ต้องก้มหัวให้ ก้มหัวให้เพราะอะไรดูสิ ในประเทศในโลกนี้มันลุ่มๆดอนๆ มันบ้านแตกสาแหรกขาดมาเท่าไรในหลวงท่านพาชาติร่มเย็นเป็นสุขมา คำว่า“ร่มเย็นเป็นสุขมา” มันต้องไปเปลี่ยนทัศนคติของคนนะ การเปลี่ยนทัศนคติของคน อวิชชาในใจของเรา เราก็แย่อยู่แล้ว ต้องไปเปลี่ยนทัศนคติ

ท่านไปอยู่ ชาวเขาชาวดอยเขาทำอะไรเขาปลูกฝิ่น เขาทำยาเสพติด เขาหาเงินของเขาด้วยอย่างนั้นแล้วไปเปลี่ยนทัศนคติของเขาบอกให้มาปลูกพืชไร่ คำว่าตรงนี้ เปลี่ยนทัศนคตินี่สำคัญมาก คนเราเคยอยู่มาทั้งชีวิตเคยทำอย่างนั้นมาตลอด หาอยู่หากินมาอย่างนั้น แล้วมีบุคคลคนหนึ่งไปถึงก็ไปเปลี่ยนแปลงเขา ไปเปลี่ยนแปลงเขาไปให้อาชีพเขาไปเปลี่ยนทัศนคติของเขาแล้วใครมันจะเชื่อ ปลูกผักจะขายให้ใคร ใครจะมารับซื้อ

การเปลี่ยนทัศนคติมันแสนยาก การเปลี่ยนอุดมการณ์ของคน การเปลี่ยนพฤติกรรมของสังคมมันจะเปลี่ยนอย่างไรแล้วท่านทำของท่านมาๆ ไปเปลี่ยนทัศนคติแล้วพอเปลี่ยนทัศนคติ เวลาทำคุณงามความดีต้องมีอุปสรรคๆ เวลาอุปสรรค ไอ้คนที่มันหาผลประโยชน์ หาผลประโยชน์จากความไม่รู้ของคน ทัศนคติสังคมอย่างนั้นมันก็มาฉกมาฉวย มาเอาประโยชน์ของมัน เวลามันมีอุปสรรค มันมีอุปสรรคทับซ้อนกันหลายชั้นหลายตอนอุปสรรคแรกเลยก็อุปสรรคทัศนคติของคนอุปสรรคที่สองไอ้คนที่ได้ผลประโยชน์ ไอ้คนที่มันแสวงหาประโยชน์ของมัน มันก็ไปทำลายผลประโยชน์ของมัน

อุปสรรคมันมากมายมหาศาลน่ะ แล้วท่านทำของท่านมาๆนี่ไง ทำดีต้องได้ดี ทำชั่วต้องได้ชั่ว แต่มันทำแสนยาก ทำแสนยาก การทำคุณงามความดีนี้แสนยาก แต่คนที่จะทำอย่างนี้ได้ต้องมีอำนาจวาสนาบารมี ด้วยอำนาจวาสนาบารมีอย่างนั้นท่านทำของท่านอย่างนั้น มันยืนยันในสัจจะโลกทั้งโลกต้องก้มหัวให้ โลกทั้งโลกต้องก้มหัวให้เพราะอะไรเพราะชาติเขาเห็นไง ทัศนคตินโยบายมันเอาชาติรอดได้ไง ถ้ามันเอาชาติรอดได้ การทำอย่างนี้ ทำดีต้องได้ดีถ้าการทำดี ทำดีมีอุปสรรคอุปสรรคอย่างไร

ถ้าอุปสรรคมันต้องมีอำนาจวาสนามีอำนาจวาสนามันต้องมีจุดยืนของท่าน เวลาท่านทำของท่านท่านทำประโยชน์ของท่าน ทำโดยที่ว่าเรามองนโยบายมันเป็นนามธรรมนโยบาย ไอ้คนแจกเงินมันเป็นรูปธรรม ไอ้คนที่หาผลประโยชน์มันรูปธรรมทั้งนั้นน่ะ แล้วทัศนคตินโยบายอย่างนี้ แล้วนโยบายกว่ามันจะเป็นรูปธรรม มีการประพฤติมีการปฏิบัติจนมันมา พอมาขึ้นมาเวลาเข้ามาอยู่ในเมืองไทยใครมาอยู่เมืองไทยโชคดีมากนะ โชคดีว่าเรื่องการกระทบกระทั่งกันมันมีน้อยมาก มีน้อยมากเพราะอะไรเพราะหัวหน้าฉลาด หัวหน้าฉลาดสมานให้คนสามัคคีกันให้คนอย่าเหยียบย่ำกันอย่าทำลายกันเห็นไหม คนเหมือนกันๆ

ในธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เราเป็นญาติกันโดยธรรมๆ คนเกิดมาเป็นมนุษย์เหมือนกัน มีปากมีท้องเหมือนกันมีความรู้สึกนึกคิดเหมือนกันจะมีคติแตกต่างกัน มีความเชื่อแตกต่างกัน อันนั้นมันเป็นความเชื่อของคน แต่คนก็คือคน

ธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ศีล ๕ ไม่ให้ทำลายชีวิตใดๆ ทั้งสิ้น สิ่งมีชีวิตรักความสุขเกลียดความทุกข์ รักชีวิตของตนทั้งนั้น ศีล ๕ถึงปาณาติปาตาห้ามทำลายทั้งสิ้น ไม่พูดส่อเสียด ไม่พูดทำลายใครทั้งสิ้น ไม่ทำลายทั้งสิ้น ให้ทำคุณงามความดี ทำจิตใจให้ผ่องแผ้วนี่พระพุทธศาสนาสอน สอนอย่างนี้ไง แล้วเวลาสอนอย่างนี้แล้ว แล้วมันจะเป็นรูปธรรมอย่างไร มันจะเป็นการยืนยันอย่างไร มันจะเป็นสิ่งที่ประจักษ์อย่างไรไง

นี่ไง เวลาคนเรามันทำสิ่งที่ประจักษ์ประจักษ์ที่ไหนล่ะ ประจักษ์กับชาตินี้ไง ประจักษ์กับความเห็นของเรานี่ไง ถ้าความเห็นของเรา เราถึงว่า เกิดมาในร่มโพธิ์ร่มไทรเกิดมามีผู้ที่มีสติปัญญาคุ้มครองเรา มันเป็นประโยชน์อย่างนี้ ถ้ามันเป็นประโยชน์อย่างนี้ เราเอาสิ่งนี้เป็นคติเป็นแบบอย่าง

ทำดีต้องได้ดี แต่ทำดีแล้วทำดีแล้วมันไปขัดแย้งกับคนอื่นทำดีมันไปขัดแย้งกับสังคมเพราะความดีของเราก็มี ความดีส่วนตัวของเราก็เยอะของเราใช่ไหม ความดีของสังคม สังคมมีความรู้ความเห็นอย่างไรใช่ไหมแล้วเราจะไปขัดไปแย้ง การขัดการแย้งมันต้องมีอำนาจวาสนามา ถ้ามีอำนาจวาสนามามันเป็นประโยชน์ตรงนี้ไง

ยืนยันๆยืนยันในธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ยืนยันในสัจธรรมอันนั้น ถ้าสัจธรรมอันนั้นมันเป็นความจริงอย่างนั้น เราถึงเอาอันนี้เป็นเครื่องยืนยัน ทั้งๆ ที่เราศึกษาธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า แต่มันไม่มีแบบอย่าง ไม่มีสิ่งใดที่เป็นรูปธรรมที่เราจะจับต้องได้ไง นี่มันยืนยัน ยืนยันอย่างนี้

แล้วเวลาทำ ดูสิ ท่านมีหลักการของท่าน ทำดีเพื่อความดี ความดีไม่ต้องให้ใครนับหน้าถือตาทำความดีไม่ต้องให้ใครรับรู้ท่านทำของท่านมาตั้งแต่ว่าไม่มีใครรู้เรื่องเลยท่านทำมาตลอดๆ ทำดีเป็นความดีไง แต่พวกเราบอกทำดีแล้วมีความทุกข์

เวลาทำดีองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านสอนนะทำดีให้ทิ้งเหวคำว่า “ทำดีทิ้งเหวๆ” ทำดีก็คือทำดี ทำดีแล้วก็จบ ทำดีแล้วมันคือจบไง ในหลวงท่านทำให้เป็นความเห็น การทำของในหลวงทำดีแบบทิ้งเหว ทำดีแบบไม่หวังผลตอบแทน ทำคุณงามความดีไม่ต้องการให้ใครมาเคารพบูชาทำความดีทำความดีก็เป็นความดี แล้วให้พวกเธอๆ พวกที่ได้รับผลประโยชน์นั้นน่ะ ให้รักษาให้สงวนนั้นไว้ ให้รักษาสงวน

ดูสิ เวลาสิ่งที่เราไปทำกว่าจะเป็นสิ่งที่ประจักษ์ขึ้นมาการประจักษ์ขึ้นมา ดูสิ จากที่ว่าทัศนคติของเขาเขาเคยดำรงชีวิตอยู่อย่างนั้นเพราะมันมีแต่คนหลอกคน มันมีแต่คนหลอกคนมีแต่คนกินคนเขาปลูกสิ่งที่ผิดกฎหมายมาก็มีคนไปรับไปซื้อไปอะไรต่างๆแล้วถ้าเขามาปลูกพืชเศรษฐกิจ ใครมันจะมารับ ใครมันจะมาซื้อล่ะ

แต่ท่านก็ทำของท่าน บากบั่นของท่านทำให้เห็นผลๆพอมันเห็นผลแล้ว สิ่งที่เห็นผลแล้ว เวลาคนเราขึ้นมา คนทุกข์คนยาก ถ้าพูดถึงในหลวงไม่ได้ทำไว้นะ ในชนบทต่างๆ มันจะมีคนทุกข์คนจน มันจะมีคนกินคนกันมาตลอด แต่เพราะท่านไปทำของท่านๆ จนคนเป็นคนขึ้นมา คนมีอาชีพขึ้นมา คนยืนขึ้นมาได้ พอคนยืนขึ้นมาได้ทุกคนก็อยากได้ไปขอโครงการท่านๆ ขอโครงการทั้งนั้นน่ะ ถ้าขอโครงการนั้น คนทุกข์คนยาก คนทุกข์คนยากที่ได้สิ่งนั้นมามันปลื้มใจนะ

เวลาคนที่กอดรูปในหลวงแล้วร้องไห้นั่นน่ะเพราะเขาได้ผลประโยชน์ ชีวิตเขาได้ฟื้นมาครอบครัวเขาอยู่ด้วยกันร่มเย็นเป็นสุข เขาไม่ต้องบ้านแตกสาแหรกขาด เขามีความสุขของเขา ความสุขอันนี้มันเกิดจากไหนล่ะ เกิดจากน้ำใจของเขา

ไอ้คนที่ไม่รู้มาจากไหนก็จะมาตักตวงผลประโยชน์ “ฉันต้องได้อย่างนั้นฉันต้องได้อย่างนั้น ฉันจะเอาอย่างนั้น” ไอ้นี่คนมันไม่ทุกข์ไม่ยากมา มันจะเอาของมันอย่างเดียวน่ะ นี่ไง เวลาคนเห็นผลประโยชน์แล้วจะเข้ามาฉกมาฉวยพอเห็นผลประโยชน์แล้วเวลาทำโครงการต่างๆ ขึ้นมามันก็ไอ้คนที่หาผลประโยชน์ ทั้งๆ ที่ท่านทำความดี นี่ทำดีทิ้งเหวๆขนาดทำคุณงามความดีมันยังมีคนเข้ามาฉกฉวยผลประโยชน์ ยังมีคนเข้ามาเอาผลประโยชน์ในโครงการนั้น

ฉะนั้น เราก็ย้อนกลับมาย้อนกลับมาที่ว่าองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าสอนให้ทำบุญทิ้งเหวๆเราไม่หวังผลตอบแทนใดๆทั้งสิ้น ทำดีคือทำดีไง ทำดีที่สะอาดบริสุทธิ์ไงนี่ระดับของทานนะ

เวลาระดับของการภาวนา เรานั่งสมาธิภาวนา เราทำเพื่อใคร เราทำเพื่อหัวใจดวงนี้ เป็นการยืนยันปัจจัตตัง สันทิฏฐิโกไง ถ้าจิตมันสงบได้มันก็สงบในใจของเรานั่นน่ะ แล้วถ้าจิตมันสงบได้มันมีความสุขมหาศาลนะ สติ สมาธิปัญญาไม่มีซื้อขายในท้องตลาด ใครอยากได้ใครอยากดีต้องประพฤติปฏิบัติขึ้นมาเอาเอง ต้องพยายามฝึกฝนขึ้นมาพยายามปฏิบัติขึ้นมา การปฏิบัติขึ้นมามันถึงมีระดับของทาน ระดับของศีล ระดับของการภาวนา

ระดับของภาวนาเป็นการยืนยันในหัวใจนั่นน่ะถ้ามันไม่มีซื้อไม่มีขาย ถ้าไม่มีซื้อไม่มีขาย การพยายามประพฤติปฏิบัติการพยายามทำขึ้นมาให้เป็นปัจจัตตัง เป็นสันทิฏฐิโก ให้มันเกิดขึ้นมากลางหัวใจ ถ้ามันเกิดขึ้นกลางหัวใจเห็นไหม

สติ ถ้าเราคนภาวนานะเวลามันมีสติขึ้นมามันควบคุมตัวเองได้มันก็มหัศจรรย์นะ อืม! มนุษย์นี้มหัศจรรย์มากมันดีงามไปหมดแล้วเวลามันฟุ้งซ่าน เวลามันขาดสตินะ มันจำไม่ได้เลย “ทำไมเป็นอย่างนี้ทำไมเป็นอย่างนี้” มันทุกข์มันยาก เวลามันฟุ้งซ่าน เวลามันมีกิเลสเหยียบย่ำหัวใจ มันเจ็บช้ำน้ำใจ มันเจ็บมันปวด “ภาวนามา๑๐ ปี ๒๐ ปี ทำไมเราเป็นคนอย่างนี้ ทำไมเราทำมาตลอด ทำไมเราไม่พัฒนาขึ้น” นี่เวลามันขาดสติไง

แต่เวลาถ้ามันฝึกฝนจนมันทบทวนจนสติกลับมานะควบคุมได้อีกแล้ว พอควบคุมได้ ถ้ามันพุทโธๆจนจิตมันสงบเข้ามาได้ มันจิตสงบ “โอ้โฮ! ทำไมมันมีความสุขขนาดนี้ โอ๋ย! จิตของมนุษย์มันมหัศจรรย์ขนาดนี้ทำไมธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าประเสริฐขนาดนี้ เราจะไม่ทำความชั่วอีกเลย เราจะไม่ทำชั่วอีกเลย” พอเดี๋ยวจิตเสื่อมล้มลุกคลุกคลานน่ะ นี่มันเป็นการประจักษ์ในหัวใจไง ระดับของการประพฤติปฏิบัติไง ถ้าระดับของการประพฤติปฏิบัติขึ้นมา

เรามองทางโลกสิ ถ้ามองทางโลก ดูในหลวงท่านเป็นตัวอย่างท่านทำของท่านทั้งชีวิตของท่านนะ ท่านทำด้วยความพอใจของท่าน ท่านทำด้วยความสุขของท่านท่านทำแล้วท่านทิ้งเหวไว้ ท่านทิ้งไว้ให้พวกเราไง

เวลาพวกราชสำนักเขาพูดนะ เขาบอกในหลวงท่านสั่งไว้ บอกงานของท่านยังไม่เสร็จงานมันยังไม่เสร็จต้องทำต่อไปไงงานมันไม่เสร็จก็งานในประสบการณ์ที่ท่านได้วางโครงการไว้ งานในการที่เราจะทำต่อเนื่องกันไป งานยังไม่เสร็จนะ ท่านยังฝากให้ทำต่อเนื่องกันไปๆ นี่งานยังไม่เสร็จ

ท่านพอใจทำของท่านขนาดท่านทำทั้งชีวิตของท่าน งานของท่านยังไม่เสร็จ เพราะงานของชาติ งานของการพัฒนามันไม่มีวันจบวันสิ้น นี่พูดถึงท่านยังพอใจ ท่านยังภูมิใจ ท่านยังทำของท่านด้วยน้ำใจของท่าน

ท่านเลือกได้ ท่านมีปัญญามากปัญญามากหมายความว่าท่านจะทำสิ่งใดถ้าท่านตั้งใจทำของท่าน ท่านวิจัยของท่าน มันจะประสบความสำเร็จ ทุกโครงการที่ท่านจะทำนะ ท่านจะหาช่องทาง มันจะมีอุปสรรคไปทั้งนั้นน่ะ ถ้ามีอุปสรรคขนาดไหน ท่านใช้สติปัญญาของท่านท่านแก้ไขของท่าน มันก็ประสบความสำเร็จเพราะท่านมีปัญญาของท่านท่านมีบารมีของท่าน ท่านมีความอดทนของท่าน

ย้อนมาเรา เราขึ้นมา ไอ้สิ่งนั้นมันเป็นประจักษ์ๆ เป็นเรื่องประจักษ์ในเรื่องคำสั่งสอนเรื่องสัจจะ ทำดีต้องได้ดี ทำชั่วต้องได้ชั่ว แต่ทำคุณงามความดี ถ้าทำคุณงามความดีเรียกร้องเพื่ออยากให้คนเขายอมรับเราเรียกร้องให้คนเห็นความดีของเรา ทุกข์ ๒ ชั้นยังไม่ได้ทำอะไรเลย ทุกข์ก่อนแล้ว “เอ๊! ทำแล้วเขาจะเห็นหรือเปล่า ทำแล้วเขาจะรู้หรือเปล่า”...ยังไม่ทันทำมันก็ทุกข์แล้วแล้วทำมันก็ยังทำด้วยความทุกข์ ทำด้วยความลังเลสงสัยอีก พอทำเสร็จแล้วขึ้นมา “ทำดีไม่เห็นได้ดีเลย”...มันจะได้ดีอะไรล่ะ เพราะเหมือนเราเล่นการพนัน เราต้องการความดีตอบแทนไง

แต่ถ้าเป็นความดีของเราๆ ความดีที่ทางโลก ดูสิเขาไปเสียสละทานกัน เขามีน้ำใจกันไป เขาเสียสละ ให้มีคนรับจากมือเขาเขาก็พอใจแล้วไอ้คนรับไปแล้วก็มีความสุขแล้วนี่ระดับของทานไง ระดับของสติระดับของสติ ถ้าเราควบคุมชีวิตของเราได้ไง

ระดับของสมาธิ เห็นไหม สุขอื่นใดเท่ากับจิตสงบไม่มีไง ถ้าจิตมันสงบขึ้นมา อ๋อ! จิตสงบขึ้นมานี่เกิดมาจากไหนล่ะ ทำสมาธิๆ กันที่เขาไปทำกันดูสิ ลัทธิศาสนาอื่นเขาก็สอน เขาก็ทำสมาธิ แต่ทำสมาธิเพื่อบูชาพระเจ้าของเขาทำสมาธิเพื่อส่งออกไง เพื่อยอมรับในอาตมันไง อัตตาไง ตัวตนไง มันอวตารไง มันยังหวังไปข้างนอกนู่นไง มันไม่เข้ามาข้างในหรอกถ้าทำสมาธิเป็นมิจฉาสมาธิ มันสมาธิทำอะไร ผู้ที่เขาทายโชคชะตาเขาก็ทำสมาธิทั้งนั้นน่ะใครที่มีสมาธิเขาทำสมาธิสมาธิอย่างนั้นสมาธิอะไร นี่พูดถึงสมาธิอย่างนั้นสมาธิแบบโลกๆ นะ เป็นฌานโลกีย์ เป็นเรื่องของโลกเรื่องของโลกคือเรื่องของโลกทัศน์

แต่ถ้าสัมมาสมาธิมันเป็นสากล แล้วสัมมาสมาธิมันจะเกิดขึ้นมาได้อย่างไร อะไรยืนยันว่าเป็นสัมมาสมาธิ

สัมมาสมาธินะ ถ้าเรามีสติปัญญาพุทโธของเรา พุทโธของเรา จิตจะสงบเข้ามา จิตเป็นเอกัคคตารมณ์ จิตตั้งมั่น จิตเป็นหนึ่ง จิตเป็นหนึ่งโดยมีสติปัญญา จิตนี้ไม่พาดพิงอารมณ์ใดๆ ทั้งสิ้น ถ้ามันพาดพิงอารมณ์นั่นน่ะส่งออก การส่งออกอยากรู้อยากเห็น อภิญญา รู้วาระจิต รู้ต่างๆมันมีความรู้ของมันขึ้นมา

แต่ถ้ามันเป็นความรู้ในตัวของมันเอง ความรู้ของเราไม่พาดพิงอะไร แล้วไม่พาดพิงอารมณ์ใดๆ ทั้งสิ้นตั้งมั่นของมันแล้วมีสติที่เราจะบริหารจัดการได้นี่สัมมาสมาธิ ศีลสมาธิ ปัญญา

ศีล สมาธิปัญญา ถ้าปัญญามันเกิดจากสมาธิที่เป็นบาทฐานอย่างนี้นี่สมถกรรมฐานฐานที่ตั้งแห่งการงาน ถ้าสมาธิอย่างนี้ เวลาเราน้อมไปเห็นกายเห็นเวทนา เห็นจิต เห็นธรรม การเห็นกาย เห็นเวทนา เห็นจิตเห็นธรรม เห็นสติปัฏฐาน ๔ ถ้าเห็นสติปัฏฐาน ๔ ตามความเป็นจริง นี่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้ารื้อค้นอย่างนี้

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเกิดที่สวนลุมฯ “เราจะเกิดชาตินี้เป็นชาติสุดท้าย” การเกิดนั้นเกิดมาด้วยอำนาจวาสนาบารมีเกิดมาด้วยอำนาจของพระโพธิสัตว์ พระโพธิสัตว์เวลาออกค้นคว้า ออกรื้อค้นของท่านเวลาท่านเกิดมรรคเกิดผลของท่านในใจ เกิดมรรคญาณๆ อาสวักขยญาณญาณการชำระล้างกิเลส “เราจะเกิดชาตินี้เป็นชาติสุดท้าย” แต่ชาติสุดท้ายมันต้องชาติสุดท้ายด้วยอาสวักขยญาณ ชาติสุดท้ายด้วยมรรค ๘ ด้วยศีลด้วยสมาธิ ด้วยปัญญา ปัญญาที่เกิดจากสัมมาสมาธิ ปัญญาที่เกิดจากจิตของเรานี่แหละปัญญาที่จิตของเรา

เราเห็นคุณงามความดีของในหลวงที่ทำให้ดู นี่เป็นความดีในเชิงประจักษ์ ทำดีต้องได้ดี ทำชั่วต้องได้ชั่ว แม้แต่๓ โลกธาตุยังต้องยอมคารวะความดีอันนั้นน่ะ

แล้วถ้าความดี มรรคญาณๆ เกิดในใจมันจะปราบปรามพญามารน่ะมารที่มันครอบคลุมในหัวใจของสัตว์โลก สัตว์โลกที่โดนพญามารที่มันครอบคลุมไว้อวิชชาที่ความไม่รู้ของมัน เราเกิดปัญญาญาณขึ้นมามันวิเคราะห์วิจัยของมัน เพราะเราเกิดมา ชีวิตของเรา เราเกิดมาเป็นญาติกันโดยธรรม มีกายกับใจๆ หัวใจนี้อุบัติขึ้นในไข่ ในครรภ์ ในน้ำครำการอุบัติโดยโอปปาติกะ มันต้องไปโดยธรรมชาติของมัน

เพราะมันมีปัญญาญาณปัญญาญาณที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้ารื้อค้นอยู่นี่ปัญญาญาณในพระพุทธศาสนานี่ไง หลวงตาท่านบอกว่าพระพุทธศาสนาเท่านั้นที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าปฏิญาณตนว่าเป็นพระอรหันต์ ลัทธิศาสนาอื่นเขาไม่เคยปฏิญาณตนเขาไม่เคยรับรู้เขาไม่เคยรับรู้เขาเคยว่าเขาเป็นผู้พิพากษ์ ผู้บัญญัติ แต่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าปฏิเสธหมดๆนะ ให้มันเป็นสัจจะความจริงขึ้นมาในใจขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

เวลาประพฤติปฏิบัติขึ้นไปแล้ว เวลาพระสารีบุตร พระโมคคัลลานะไปลาองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าปรินิพพานไง“เธอจงเห็นสมควรแก่เวลาของเธอเถิด” มันเป็นสัจจะเป็นข้อเท็จจริงระหว่างจิตดวงหนึ่งที่เวียนว่ายตายเกิดในวัฏฏะ จิตดวงหนึ่งที่เป็นผู้รู้เห็นจิตดวงหนึ่งที่เป็นผู้ถอดผู้ถอน จิตดวงหนึ่ง จิตดวงนั้นเท่านั้น เวลามันเวียนว่ายตายเกิดในวัฏฏะแล้วมันถอดมันถอนขึ้นมา นี่การประพฤติปฏิบัติในเชิงประจักษ์ในเชิงประจักษ์มันก็เป็นปัจจัตตัง เป็นสันทิฏฐิโกในหัวใจนั้นไง

ฉะนั้นหัวใจนี้มันต้องมีระดับ ระดับทานศีล ภาวนา ระดับของทาน ระดับของโลกๆ เราเกิดมาในสังคมเกิดในโลกแล้วก็อยากให้สังคมร่มเย็นเป็นสุขใช่ไหม สมณะชีพราหมณ์จะได้มีโอกาสประพฤติปฏิบัติใช่ไหมถ้ามีโอกาสประพฤติปฏิบัติขึ้นมา เราพยายามทำความจริงของเรา

เราเกิดมาในโลกนี้ ถ้าเราเป็นพุทธมามกะ เราจะมีพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์เป็นที่พึ่ง เราจะมีรัตนตรัยของเราเป็นที่พึ่ง มีแก้วสารพัดนึก เราจะพึ่งทางไหน เราจะพึ่งได้มากน้อยแค่ไหน เราจะมีความสามารถได้แค่ไหน ถ้าเราทำคุณงามความดีทางโลก เราทำเพื่อสังคม เพื่อความร่มเย็นเป็นสุข เราก็อยากทำ นิสัยของคนดี นิสัยของคนกตัญญูกตเวทีมันจะเห็นคุณของคน เห็นคุณของประเทศเห็นคุณของผู้นำเห็นคุณของสังคม สังคมร่มเย็นเป็นสุขให้เราได้พึ่งพาอาศัย เห็นไหม

มนุษย์เป็นสัตว์สังคมอยู่ด้วยตัวคนเดียวไม่ได้มนุษย์เป็นสัตว์สังคม เลือกสัตว์สังคมที่อบอุ่นเลือกสังคมที่มีเมตตา เลือกสังคมที่ดี อยู่ในสังคมนั้น ถ้าอยู่ในสังคมนั้นแล้วเรามีโอกาสได้ประพฤติปฏิบัติสังคมนั้นร่มเย็นเป็นสุข เรามีโอกาสของเรา

กราบพระไหว้พระแล้วก่อนนอนนั่งสมาธิฝึกหัดภาวนาของเรา ทางโลกเขาให้ฝึกหัดพยายามออกกำลังกายเพื่อให้ร่างกายแข็งแรง เราเป็นชาวพุทธไง เราไหว้พระสวดมนต์แล้วเราหายใจเข้านึกพุทหายใจออกนึกโธ พยายามทำให้จิตใจเราแข็งแรง ทำให้จิตใจของเราเป็นตัวตนของเรา ให้จิตใจเรามันพึ่งตัวเราได้

ร่างกายแข็งแรงแล้วเราพยายามฝึกหัดให้จิตใจเราแข็งแรง จิตใจแข็งแรงแล้วถ้ามันสงบระงับได้จิตใจของเราหัดฝึกงานของเราหัดฝึกงาน หัดฝึกงานรื้อถอนไอ้ความไม่รู้ของใจ ไอ้มืดบอดเพราะความไม่รู้อวิชชาถึงพาให้เวียนว่ายตายเกิดไง ถ้ามันเปิดตาขึ้นมาแล้วมันสะอาดบริสุทธิ์มันสว่างไสว มันรู้เท่าทันของตัวเอง มันจะไปไหน

คนเรานะเวลามันเห็นภัยข้างหน้า ถ้ามันมีหูมีตา มันไม่เผชิญภัยหรอกมันไม่ไป ไอ้คนมืดบอด ไอ้คนตาบอดมันเก่งมันอวดดี มันบอกว่ามันเก่ง มันจะไปเผชิญกับสัจจะความจริง...ตายหมด ไอ้คนตาบอดไปไม่รอด

ไอ้เราฝึกหัดหัวใจของเราให้มันสว่างไสว ให้มันเปิดตาใจของเราขึ้นมา แล้วพอมันสว่างไสว มันไม่มีอวิชชาปิดบังในใจ มันจะไปไหน มันจะไปไหน มันก็อยู่ตัวมันเองไง มันก็อยู่ในของมันเอง แล้วอยู่ได้ด้วย แต่ถ้าไม่มีสติปัญญา มันตื่นมันไปกับเขา นี่พูดถึงฝึกหัดของเราขึ้นมานะ

ความจริงเชิงประจักษ์เราภูมิใจมากภูมิใจที่ว่าในหลวงท่านทำดีแล้วสังคมทั่วโลกยอมรับ ให้เห็นว่ามันเป็นเชิงประจักษ์ในสัจจะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทำดีต้องได้ดี ทำชั่วต้องได้ชั่ว ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว เอวัง